วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

         ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบอาการกระทำของสกินเนอร์
         (Operant conditioning theory)
Burrhus  Frederic  Skinner
ประวัติ
         เบอร์รัชเอฟ. สกินเนอร์(BurrhusF.Skinner) เป็นศาสตราจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดสหรัฐอเมริกา เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1904 เขาเป็นนักการศึกษาและนักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงมากท่านหนึ่ง เขาได้ทดลองเกี่ยวกับการวางเงื่อนไขแบบอาการกระทำ (Operant conditioning) จนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางตั้งแต่ปี ค.ศ. 1935เป็นต้นมา
         ต่อมาปี ค.ศ. 1950ในวงการศึกษาสหรัฐอเมริกาเกิดวิกฤติการณ์ขึ้นประการหนึ่งคือการขาดแคลนครูที่มีประสิทธิภาพเนื่องจากการฝึกหัดครูมีการจัดระบบการศึกษาไม่ดีเท่าที่ควรทำให้ระบบการเรียนการสอนด้อยประสิทธิภาพสกินเนอร์จึงได้พยายามคิดเครื่องมือช่วยสอนขึ้นมาเพื่อปรับปรุงระบบการศึกษามีประสิทธิภาพเครื่องมือที่เขาคิดขึ้นมาสำเร็จเรียกว่าบทเรียนสำเร็จรูปหรือการสอนแบบโปรแกรม (Program instruction or Program Learning) และเครื่องมือช่วยในการสอน (Teaching machine)ซึ่งได้รับความสำเร็จอย่างดียิ่งเพราะเป็นที่นิยมใช้แพร่หลายอย่างกว้างขวางในวงการศึกษาต่าง ๆ ทั่วไปตั้งแต่ปีค.ศ. 1950เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

หลักการเรียนรู้ของทฤษฎี
         ทฤษฎีนี้ชื่อว่าการวางเงื่อนไขแบบอาการกระทำดังนั้นจึงเน้นการกระทำของผู้รับการทดลอง หรือผู้ที่เรียนรู้มากกว่าสิ่งเร้าที่ผู้ทดลองหรือผู้สอนกำหนดกล่าวคือเมื่อต้องการให้อินทรีย์เกิดการเรียนรู้จากสิ่งเร้าใดสิ่งเร้าหนึ่งเราจะปล่อยให้ผู้เรียนรู้เลือกแสดงพฤติกรรมเองโดยเราไม่บังคับหรือไม่บอกแนวทางการเรียนรู้แต่ครั้นเมื่อผู้เรียนรู้แสดงพฤติกรรมการเรียนรู้เองแล้ว เราจึง “เสริมแรง”พฤติกรรมนั้น ๆ ทันทีเพื่อให้เรียนรู้ว่าพฤติกรรมที่เขาแสดงนั้นเป็นพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ถูกต้องหรือเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้องนั่นเอง
         ถ้ากำหนดให้     S1            เป็นสิ่งเร้าที่ต้องการให้ผู้เรียนรู้เกิดการเรียนรู้
                             S2            เป็นตัวเสริมแรงหลังจากผู้เรียนแสดงพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ถูกต้อง
                             R1            เป็นพฤติกรรมการเรียนรู้
         เราสามารถเขียนเป็นไดอะแกรมการเรียนรู้ได้ดังนี้


S2

S1

R1
 





                                                                                                     
        จากไดอะแกรมอธิบายได้ว่าเมื่อต้องการให้เรียนรู้แบบS1จะมีการตอบสนองออกมาหลายรูปแบบแต่มีแบบเดียวที่ต้องการในการเรียนรู้คือR1เมื่อผู้เรียนรู้แสดงR1จะได้รับแรงเสริม คือS2ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เรียนรู้พอใจถ้ามีS1อีกเมื่อใดผู้เรียนจะแสดงR1ทันทีโดยคาดหวังว่าจะได้S2ต่อไป
        ถ้าจะเปรียบเทียบกับทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค
                   S1                            คือ                CS
                   S2                 คือ                UCS
          และ     R1                 คือ                CR      นั่นเอง

การทดลอง
        ในการทดลองของสกินเนอร์มีกลายการทดลองผู้เขียนใคร่นำมาอธิบายไว้2การทดลองคือ
        การทดลองที่1:-การฝึกหนูกดคาน
Skinner’s box (Tntrodution to psychology-Hilgard, 1971)
แสดงการทดลองการวางเงื่อนไขของ Skinnerโดยใช้หนูขาวทดลอง
Apparatus for Operant conditioning (Introduction to Psychology – Hilgrad, 1971)
        การทดลองนี้สิ่งที่ใช้ทดลองคือกล่องสกินเนอร์(Skinner’s box)กับหนูลักษณะสำคัญของกล่องสกินเนอร์ คือ
        ก)มีที่ซ่อนอาหารไม่ให้หนูเห็นอาหารในที่นี้คือS2หรือUCS
        ข)มีกลไกสำหรับคอยควบคุมหรือปล่อยสิ่งเร้าให้ออกมาตามปริมาณที่ต้องการ

        ลำดับขั้นในการทดลอง
        ขั้นที่ 1    ขั้นเตรียมการทดลอง
                   ทำให้หนูหิวมากๆเพื่อสร้างแรงขับ(Drive)ให้เกิดขึ้นตามหลักของดอลลาร์ดและมิลเลอร์อันเป็นแนวทางที่จะผลักดันให้แสดงพฤติกรรมการเรียนรู้ได้เร็วยิ่งขึ้นและต้องทำให้หนูคุ้นเคยกับกล่องสกินเนอร์
        ขั้นที่2     ขั้นทดลอง
                   เมื่อหนูหิวมาก ๆ สกินเนอร์ปล่อยหนูเข้าไปในกล่องสกินเนอร์หนูจะวิ่งเปะปะและแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น การวิ่งไปรอบ ๆ กล่องการกัดแทะสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในกล่องในที่สุดบังเอิญเท้าหนูแตะลงที่บนคาน (ซึ่งเป็น S1หรือ CS)สกินเนอร์จะปล่อยอาหารจากที่ซ่อน (ซึ่งหมายถึงS2หรือ UCS)ลงไปในถาดอาหารซึ่งอยู่ในสกินเนอร์ทันทีหนูก็จะกินอาหารจนอิ่มและสกินเนอร์สังเกตว่าทุกครั้งที่หนูหิวจะใช้เท่าหน้ากดลงไปบนคาน(ซึ่งเป็นR1หรือCR)เสมอ
        ขั้นที่3     ขั้นทดวอลการเรียนรู้
                   จับหนูเข้าไปในกล่องสกินเนอร์อีกหนูจะแสดงอาการกดคานทันทีแสดงว่าหนูเรียนรู้แล้วว่าการกดคานจะทำให้ได้กินอาหาร
        สรุปผลการทดลองนี้แสดงว่าการเรียนรู้ที่ดีจะต้องมีการเสริมแรงนั่นเอง




        การทดลองที่ 2:-การฝึกนกพิราบให้จิกแป้นสีต่าง ๆ

แสดงการทดลองการวางเงื่อนไขของSkinnerโดยให้รางวัลเมื่อนกพิราบสามารถจิกแป้นสี
ได้ถูกต้อง(Introduction to psychology – Hilgard, 1971)

        การทดลองนี้ประกอบด้วยกล่องสกินเนอร์กับนกพิราบลักษณะพิเศษของกล่องสกินเนอร์ คือ แป้นสีต่าง ๆ และที่ซ่อนอาหาร

        ลำดับขั้นในการทดลอง
        ขั้นที่ 1 ขั้นเตรียมการทดลอง
        ทำให้นกพิราบหิวมาก ๆ โดยมีจุดประสงค์เช่นเดียวกันกับการทำให้หนูหิวมาก ๆในการทดลองนี้ คือเพื่อสร้างให้เกิดแรงขับมาก ๆ และทำให้นกพิราบคุ้นกับกล่องสกินเนอร์
        ขั้นที่ 2    ขั้นทดลอง
        เมื่อนกพิราบหิวมาก ๆ สกินเนอร์ปล่อยนกพิราบเข้าไปในกล่องสกินเนอร์นกจะแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ เช่นจิกกล่อง และของที่อยู่ในกล่องจนกระทั่งจิกแป้นสีที่กำหนดให้เรียนรู้เช่น สีแดงสกินเนอร์จะกดให้อาหารคือข้างเปลือกลงมาที่ถาดอาหารหน้านกพิราบทันทีทุกครั้งที่นกพิราบจิกแป้นสีแดง ก็จะได้กินอาหารในที่นี้S1 (หรือ CS) คือแป้นสีแดง,S2 (หรือ USC)คือข้าวเปลือกและ R1(หรือ CR)  คือการจิกแป้นวงกลมสีแดง
        ขั้นที่3     ขั้นทดสอบการเรียนรู้
        ทุกครั้งที่นกพิราบหิวเมื่อสกินเนอร์นำเข้าไปในกล่องสกินเนอร์นกพิราบจะจิกแป้นสีแดงทันทีแสดงว่านกพิราบเรียนรู้การจิกแป้นสีแดงนั่นเอง
        สรุปผลที่ได้จากการทดลองนี้จะเหมือนกับผลการทดลองที่ 1 คือการเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากการเสริมแรง
        อนึ่งก่อนที่จะกล่าวถึงกฎการเรียนรู้ในทฤษฎีนี้ผู้เขียนจะอธิบายคำต่าง ๆ ในเชิงเปรียบเทียบ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันเสียก่อนและเพื่อความเข้าใจเมื่อเอ่ยถึงคำเหล่านี้ในเรื่องต่อ ๆ ไป

ก)การจูงใจกับการเสริมแรง
        การจูงใจ(Motivation)คือการช่วยทำให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ขึ้นหรือพูดง่าย ๆ คือสิ่งล่อให้เกิดพฤติกรรมจึงต้องใช้ก่อนที่จะเกิดพฤติกรรมเช่นผงเนื้อบดในการทดลองของพาฟลอฟ  เป็นต้น
        การเสริมแรง  (Reinforcement)  คือ  การทำให้พฤติกรรมการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นแล้วมีคงทนถาวรต่อไปเรื่อย ๆ เช่น  ข้าวเปลือกในการทดลองของสกินเนอร์  เป็นต้น  จึงต้องใช้หลังจากเกิดพฤติกรรมการเรียนรู้นั้นแล้ว

ข)กี่เสริมแรงกับการลงโทษ


พอใจ
ไม่พอใจ
ได้รับ
การเสริมแรงทางบวก
การลงโทษ
เอาออกไป
การลงโทษ
การเสริมแรง
ทางลบ

จากไดอะแกรมข้างบน  อธิบายได้ดังนี้
        การเสริมแรง  (Reinforcement)แบ่งเป็น  2  ประเภท คือ
        1)การเสริมแรงทางบวก (Positive reinforcement) คือการที่อินทรีย์ได้รับสิ่งเร้าแล้วเกิดความพอใจ เช่นรางวัล คำชมเชย ฯลฯ
        2) การเกิดแรงทางลบ (Negative reinforcement) คือการที่อินทรีย์ถูกนำสิ่งที่ไม่พอใจออกไป เช่นการนำเสียงดังหนวกหู เครื่องพันธนาการต่าง ๆ ฯลฯ ออกไปจากอินทรีย์แล้วเกิดความพอใจ
        การลงโทษ (Punishment)
        สกินเนอร์กล่าวว่า  การลงโทษเป็นการหยุดยั้งพฤติกรรมเพียงชั่วคราว  แต่ไม่ทำให้เกิดการเรียนรู้  ในทฤษฎีของสกินเนอร์จึงไม่นิยมใช้การลงโทษใช้เพียงแต่การเพิกเฉย  (Ignor-ance) เมื่อเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา
        จากไดอะแกรม  การลงโทษแบ่งออกเป็น 2 ประการคือ
        1)การลงโทษที่เกิดจากการได้รับสิ่งที่ไม่พอใจ เช่น คำตำหนิ ฯลฯ
        2)การลงโทษที่เกิดจากการนำสิ่งที่พอใจออกไปจากอินทรีย์ เช่น การนำเกรด เอ.ออกไป การเอาขนมออกไปจากปากเด็ก ฯลฯ
กฎการเรียนรู้
        กฎการเรียนรู้ของสกินเนอร์คือกฎการเสริมแรงนั่นเองสิ่งที่กล่าวถึงในกฎการเสริมแรง  คือ
        1 ตารางกำหนดการเสริมแรง (Schedules of reinforcement) เป็นการใช้กฎเกณฑ์บางอย่าง เช่น เวลาหรือพฤติกรรม เป็นตัวกำหนดในการเสริมแรง
        2 อัตราการตอบสนอง (Response rate)เป็นการตอบสนองที่เกิดจากการเสริมแรงต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นมากน้อย นานคงทนถาวรเท่าใด ย่อมแล้วแต่ตารางการเสริมแรงนั้น ๆ เช่น ตารางกำหนดการเสริมแรงบางอย่างทำให้มีอัตราการตอบสนองมาก, บางอย่างมีอัตราการตอบสนองน้อย เป็นต้น
          ตารางกำหนดการเสริมแรงแบ่งออกเป็น  2  วิธีการใหญ่ ๆ คือ
        1. การเสริมแรงทันทีทันใดหรือการเสริมแรงแบบต่อเนื่อง  (Immediately or Continuous  reinforcement) หมายถึงการเสริมแรงทุกครั้งเมื่ออินทรีย์แสดงพฤติกรรมการเรียนรู้  นั่นคือเป็นอัตราส่วน 1:1  เสมอหมายความว่า  ถ้าแสดงพฤติกรรมการเรียนรู้ 1 ครั้ง  ก็จะเสริมแรง 1 ครั้ง เรื่อย ๆ ไป  เป็นการเสริมแรงอย่างสม่ำเสมอการเสริมแรงเช่นนี้จะใช้เมื่อต้องการให้อินทรีย์เกิดการเรียนรู้อย่างรวดเร็ว
        2. การเสริมแรงเป็นครั้งคราว  (Partially  reinforcement)  หมายถึงการเสริมแรงที่ไม่สม่ำเสมอ  กล่าวคืออาจเสริมแรงบางครั้งที่แสดงพฤติกรรมการเรียนรู้  หรืออาจไม่เสริมแรงบางครั้งที่แสดงพฤติกรรมการเรียนรู้  สลับกันไป ทั้งนี้  เพราะการเสริมแรงเช่นนี้จะใช้ต่อเมื่ออินทรีย์เกิดการเรียนรู้จากวิธีการเสริมแรงแบบที่ 1  แล้ว  เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเบื่อหน่าย  ซ้ำซาก  จำเจ  แต่จะทำให้พฤติกรรมการเรียนรู้นานคงทนถาวรไปเรื่อย ๆ เพราะครั้งใดก็ตามที่ไม่ได้รับการเสริมแรงก็ยังคาดหวังว่าจะได้รับการเสริมแรงบ้าง  พฤติกรรมการเรียนรู้จึงยังไม่หยุดชะงักทันทีทันใด  และเมื่อทำท่าจะหยุดชะงักลงก็ยังได้รับการเสริมแรงอีก
การเสริมแรงวิธีนี้  แบ่งเป็น 4 วิธีย่อย คือ
          2.1)     การเสริมแรงโดยใช้เวลากำหนดแบบตายตัว (Fixed Interval) เป็นวิธีที่ใช้เวลาที่คงที่กำหนดเป็นมาจรฐานว่าจะให้การเสริมแรงทุก3 นาที, 6 นาที, 9 นาที, 12นาที…ฯลฯ  เขียนเป็นอัตราส่วนได้ดังนี้  3:1, 6:1, 9:1, 12:1  กล่าวคือ ถ้าแสดงพฤติกรรมการเรียนรู้ทุก 3 นาที  จะได้การเสริมแรง 1 ครั้ง
        แสดงอัตราการตอบสนองของหนู  เมื่อใช้เวลากำหนดตายตัว  (Fixed Intervalเขียนย่อว่า  F.I.)  จะเห็นว่า การใช้กำหนดเวลาในช่วงสั้น ๆ จะได้ผลดีกว่า  การใช้กำหนดเวลาในช่วงยาว ๆ คือมีอัตราการตอบสนองสูงกว่านั่นเอง
          2.2)  การเสริมแรงโดยใช้ผลงานหรือพฤติกรรมกำหนดแบบตายตัว (Fixed Ratio)  เป็นวิธีที่ใช้ผลงานหรือพฤติกรรมการตอบสนองที่คงที่เป็นเกณฑ์ว่าจะให้การตอบสนองเกิดกี่ครั้งจึงจะให้การเสริมแรงหนึ่งครั้ง  เช่น  กำหนดว่า  ถ้าหนูกดคานทุก 5 ครั้ง, 20 ครั้งหรือ 100 ครั้งจะให้อาหารเป็นตัวเสริมแรง 1 ครั้ง  ซึ่งเขียนเป็นอัตราส่วนได้ดังนี้  5:1, 20:1หรือ 100:1

       
        เป็นการแสดงอัตราการตอบสนองจากการกำหนดพฤติกรรมการกดคานของหนูเป็นเกณฑ์แบบตายตัว  (Fixed  Ratio  เขียนย่อว่า  FR)  จะเห็นว่ายิ่งช่วงของพฤติกรรมห่างมากเท่าใด  อัตราการตอบสนองยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น  นั่นคือการกำหนดพฤติกรรมมากมีผลดีกว่าการกำหนดพฤติกรรมน้อย
          2.3)การเสริมแรงโดยใช้ชาวงเวลาเป็นเกณฑ์  (Random or Variable Interval)  เป็นวิธีที่ใช้ช่วงของเวลา  กำหนดเป็นเกณฑ์ในการให้การเสริมแรงแต่ละครั้ง เช่น ถ้าหนูกดคานในช่วงเวลา 2-5 นาที  จะให้การเสริมแรงหนึ่งครั้ง  กล่าวคือเมื่อเวลาผ่านไป 2 นาทีในการเสริมแรง 1 ครั้ง  หรือเวลาผ่านไป 3 นาที ให้การเสริมแรง 1 ครั้ง  หรือเวลาผ่านไป 5 นาทีจะให้การเสริมแรง 1 ครั้ง  ทั้งนี้อาจอยู่ในช่วงใดช่วงหนึ่งตั้งแต่ 2 ถึง 5 นาที  ไม่กำหนดเวลาแน่นอนลงไปต่างจากวิธีที่ 2.1 ซึ่งกำหนดเวลาแน่นอน  วิธีนี้จะทำให้พฤติกรรมการเรียนรู้เกิดขึ้นนานคงทนกว่า 2 วิธีแรก  เพราะบางทีก็ได้รับการเสริมแรง  บางทีก็ไม่ได้รับการเสริมแรง   และถ้าหยุดแสดงพฤติกรรมเมื่อใด  ก็ยังคาดหวังว่าจะได้รับการเสริมแรงอีกพฤติกรรมการเรียนรู้จึงหยุดช้าลง  ทำให้พฤติกรรมการเรียนรู้นั้นนานคงทนถาวรไปเรื่อย ๆ
          2.4) การเสริมแรงโดยใช้ช่วงของพฤติกรรมเป็นเกณฑ์ (Random orVariable Ratio)  เป็นวิธีที่ใช้ช่วงของพฤติกรรมกำหนดเป็นเกณฑ์ในการให้การเสริมแรงแต่ละครั้ง  เช่น  ถ้าหนูกดคานในช่วง 3-5 ครั้ง  จะได้รับการเสริมแรงคืออาหาร 1 ครั้ง  บางครั้งหนูกดคาน 3 ครั้งก็ได้อาหาร 1 ครั้ง  บางครั้งหนูกดคาน 3 ครั้งก็ยังไม่ได้อาหาร  ต้องกดคานถึง5 ครั้งจึงจะได้อาหาร 1 ครั้ง  ถ้าหนูหยุดกดคานก็ไม่แน่ใจว่าจะได้อาหารอีกหรือไม่และถ้ากดคานไปเรื่อย ๆ ยังคาดว่าจะได้อาหารอีก  ดังนั้นพฤติกรรมการกดคานของหนูจึงหยุดช้าลงและจากผลการทดลอง  สกินเนอร์พบว่าวิธีที่ 2.4  ทำให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้นานที่สุด

        จะเห็นว่าการเสริมแรงบางครั้งบางคราวแบบเป็นช่วงไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาหรือช่วงพฤติกรรมจะทำให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้สูงสุด
        จะเห็นว่าอัตราการตอบสนองจากการเสริมแรงแบบเป็นช่วง (Variable)ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาหรือช่วงพฤติกรรม  จะมีการตอบสนองตลอดเวลา  กราฟ จึงออกมาเป็นรูปเส้นตรง  ซึ่งแตกต่างจากการตอบสนองจากการเสริมแรงแบบตายตัว (Fixed)  ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเวลาตายตัวหรือพฤติกรรมตายตัว  จะไม่มีการตอบสนองตลอดเวลาหรือไม่สม่ำเสมอ  กราฟจึงออกมาเป็นรูปหยัก  แสดงว่าวิธีเสริมแรงแบบเป็นช่วงดีกว่าแบบตายตัว



การนำไปใช้ในการเรียนการสอน
        ในวงการศึกษาตั้งแต่ปี  ค.ศ. 1950  เป็นต้นมา  แนวความคิดของสกินเนอร์ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก  จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ในประเทศไทยก็ได้รับอิทธิพลของทฤษฎีการเรียนรู้ของสกินเนอร์มาก  เห็นได้จากหลักฐานต่าง ๆ ดังนี้
        1.มรการใช้การสอนแบบโปรงแกรม หรือโปรแกรมการเรียนรู้แบบสำเร็จรูปซึ่งเน้นให้ผู้เรียน เรียนด้วยตนเอง โดยมีคำตอบที่ถูกต้องไว้เป็นการเสริมแรง ทั้งนี้เป็นการนำหลักของสกินเนอร์ซึ่งประดิษฐ์เป็นเครื่องช่วยสอนขึ้นในปี ค.ศ. 1954 มาใช้ ซึ่งครั้งแรกสกินเนอร์ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อช่วยสอนวิชาเลขคณิตและต่อ ๆ มาได้ใช้ช่วยสอนวิชาอื่น ๆ ด้วย
        เครื่องช่วยสอนของสกินเนอร์  แบ่งออกเป็น 2 ส่วน   ส่วนหนึ่งเป็นคำถาม  อีกส่วนหนึ่งเป็นช่องว่างให้ผู้เรียนเขียนคำตอบ  ถ้าเขียนคำตอบถูกก็จะมีคานกระดกกระดกคำตอบที่ถูกออกมา  ถ้าผิดก็จะไม่มีคำตอบจากคานกระดก  ต้องย้อนกลับไปทำใหม่จนกว่าจะถูก  คำถามมักจะเรียงลำดับจากง่ายไปหายาก  เมื่อผู้เขียนตอบถูกในข้อหนึ่ง ๆ แล้วก็อยากที่จะเรียนรู้ในข้อต่อ ๆ ไป
        2.ใช้สอนวิธีการพูด ที่เรียกว่าพฤติกรรมทางวาจา (Verble Behavior)ในปี ค.ศ.  1936 สกินเนอร์ได้ผลิตเครื่องบันทึกเสียงเพื่อใช้ฟังเสียงการอ่าน การพูด ซึ่งเป็นประโยชน์มากในวงการศึกษาทางด้านภาษาต่อมาในปี ค.ศ. 1954 สกินเนอร์ได้แต่งหนังสือชื่อ “พฤติกรรมทางวาจา” (Verbal Behavior)  มีสาระสำคัญคือ
        ก.   มนุษย์พูดเพราะมีความต้องการภายในเป็นแรงขับ  เช่น  ความหิว  ทำให้เด็ก
ร้องขออาหาร
        ข.   มนุษย์พูดเพราะเลียนแบบผู้อื่น
        ค.   มนุษย์พูดเพราะได้รับการเสริมแรงที่พอใจ  จึงอยากพูดอีก
        สกินเนอร์กล่าวว่า  ภาษาพูดเกิดจากการเรียนรู้เมื่อได้รับการเสริมแรง  ดังนั้นในปัจจุบัน
การฝึกหัดให้เด็กพูดหรือการสอนพูดโดยใช้การเสริมแรงเป็นวิธีการที่นำทฤษฎีของสกินเนอร์มาใช้
นั่นเอง
        3.การใช้พฤติกรรมบำบัด  (Behavior therapy)วิธีนี้จะใช้ดัดแปลงพฤติกรรมที่ต้องการโดยใช้การเสริมแรงที่อินทรีย์พอใจ  เช่นการสอนให้สุนัขคาบหนังสือพิมพ์มาให้  โดยการให้อาหารคือเนื้อเป็นการเสริมแรง  การสอนให้เด็กขยันทำการบ้านโดยการเขียนชื่อผู้ส่งการบ้านติดไว้บนบอร์ดให้บุคคลทั่วไปมองเห็น  เพื่อยกย่องชมเชย เป็นต้น  วิธีนี้ใช้มากในปัจจุบัน  และใช้ได้ในทุกวงการ  ไม่ว่าจะเป็นวงการศึกษาหรือวงการแพทย์  ในวงการศึกษา เป็นการดัดแปลงพฤติกรรมให้มนุษย์เกิดการเรียนรุ้  โดยการเสริมแรง  ในวงการแพทย์เป็นการรักษาคนไข้โรคจิตให้แสดงพฤติกรรมเป็นที่ยอมรับของสังคมโดยการเสริมแรงไม่ใช่การลงโทษเช่นสมัยก่อน
        4.การใช้กฎการเรียนรู้ทั้งสองกฎในการเรียนรู้
        กฎที่ 1  คือกฎการเสริมแรงทันทีทันใด  มักใช้เมื่อต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เช่น  ทุกครั้งที่เด็กตอบคำถามถูกเราจะรีบเสริมแรงทันที  ได้แก่การกล่าวชม หรือได้รางวัลเป็นสิ่งของ
        กฎที่ 2  คือการเสริมแรงเป็นครั้งเป็นคราว  มักใช้เมื่อต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้นานต่อไปเรื่อย ๆ โดยอาจใช้วิธีใดวิธีหนึ่งใน 4 วิธี (ดังรายละเอียดที่กล่าวไว้ในข้อ  2.1 – 2.4)แล้วแต่ความเหมาะสมของผู้เรียนและโอกาสที่จะใช้  ผู้เขียนเคยทดลองใช้กับเด็กในระดับประถม,มัธยมและอุดมศึกษา  พบว่า  วิธีที่  2.1  เหมาะสำหรับเด็กชั้นประถม
                             วิธีที่  2.2  เหมาะสำหรับเด็กชั้นมัธยม
                             และวิธีที่  2.3  และ  2.4  เหมาะสำหรับเด็กชั้นอุดมศึกษา  โดยเฉพาะพวกที่มีระดับเชาวน์ปัญญาค่อนข้างสูงกว่าระดับปกติ

ข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับทฤษฎีของสกินเนอร์
        ข้อโต้แย้ง
        1.  นักจิตวิทยาบางคนไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีของสกินเนอร์ เพราะทดลองกับสัตว์มิได้ทดลองกับมนุษย์โดยตรง การเรียนรู้บางอย่างกับสัตว์จึงอาจแตกต่างกันได้ถ้านำมาใช้กับมนุษย์
        2.  ภายหลังที่สกินเนอร์นำคนมาทดลอง ก็ถูกโต้เย้งว่าใช้คนน้อยเกินไป ไม่เป็นตัวแทนที่จะอธิบายถึงคนทั่ว ๆ ไปได้ดี
        3.  วิธีการของสกินเนอร์อาจใช้ได้ดีในวงการครูเท่านั้น อาจใช้ได้ไม่ดีในวงการวิทยาศาสตร์

        ข้อสนับสนุน
        1.  นักจิตวิทยาส่วนใหญ่เชื่อกันว่า วิธีการเสริมแรงทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี
        2.  แนวความคิดของสกินเนอร์คล้ายกับแนวความคิดของกัทธรี (Guthrie) และวัตสัน(Watson) คือเน้นรายละเอียดของสภาพการณ์การฝึกให้เกิดการเรียนรู้ และสนใจพฤติกรรมภายนอกมากกว่าพฤติกรรมภายใน แต่การทดลองของสกินเนอร์ก็ยังก้าวหน้ากว่าการทดลองของกัทธรีและวัตสัน
        3.  แบนดูรา (Bandura)  เป็นอีกผู้หนึ่งที่สนับสนุนแนวความคิดของสกินเนอร์  ที่ว่า  การกระทำใดที่ได้รับการเสริมแรง  จะมีแนวโน้มให้เกิดการกระทำนั้นอีก  ส่วนการกระทำที่ไม่ได้รับการเสริมแรง  ย่อมมีแนวโน้มที่จะทำให้ความถี่ของการกระทำนั่นค่อย ๆ ลดลง และหายไปในที่สุด  มาใช้ในการปรับพฤติกรรมของเด็กในชั้นเรียน  โดยใช้การเสริมแรงต่อพฤติ-กรรมที่ปรารถนา  เช่น การตอบคำถาม  และไม่ใช้การเสริมแรงเมื่อนักเรียนแสดงพฤติกรรมไม่พึงปรารถนา เช่น การพูดโกหก  การแสดงอาการก้าวร้าวไม่เคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่  ฯลฯ  พฤติกรรมดังกล่าวจะลดลงจนในที่สุดจะหายไป
        แบนดูราเสนอวิธีการปรับพฤติกรรมโดยยึดหลักการเรียนรู้ของสกินเนอร์ได้ 2 ประการ  ดังนี้

        (1)   ให้การเสริมแรงต่อพฤติกรรมที่พึงปรารถนา
        (2)   ไม่ให้การเสริมแรงต่อพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา
        นอกจากนี้  ยังเสนอการปรับลำดับขั้นของการปรับพฤติกรรมดังนี้
        (1)   ตั้งวัตถุประสงค์ในการปรับพฤติกรรม ว่าต้องการให้เกิดพฤติกรรมใดบ้าง
        (2)   เลือกโอกาสในการเสริมแรง ว่าโอกาสใดควรใช้การเสริมแรงทางบวก, การเสริมแรงทางลบ หรือเมื่อใดไม่ให้การเสริมแรง
        (3)   สังเกตและทำบันทึกว่า บุคคลนั้น ๆน มีสภาพการณ์ใดที่เหมาะสมกับการให้การเสริมแรง และเมื่อใดที่ไม่ควรให้การเสริมแรง
        (4)   มีการติดตามผล โดยการตรวจสอบผลที่ได้จากการทดลอง ถ้าได้ผลตามที่ตั้งจุดประสงค์เอาไว้ หแสดงว่าวิธีการที่ใช้มีประสิทธิภาพ แต่ถ้าไม่ได้ผลต้องทำการศึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไขต่อไป
        การเสริมแรงในการปรับพฤติกรรม  เน้นที่การใช้การเสริมแรงทางบวก  มากที่สุด เนื่องจากมีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค  และแบบอาการกระทำกันอย่างกว้างขวาง  จึงได้นำมาเปรียบเทียบไว้ในตารางที่ 10  ดังนี้











ตารางที่   เปรียบเทียบการเรียนรู้ระหว่างการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกกับแบบอาการกระทำ
ที่
เนื้อเรื่อง
การวางเงื่อนไข
แบบคลาสสิค
การวางเงื่อนไข
แบบอาการกระทำ
1.
หลักการเรียนรู้
-ใช้สิ่งเร้า 2 สิ่งคู่กัน  เพื่อให้
เกิดการเรียนรู้  ดังไดอะแกรม
CS + UCS                  UCR
-ใช้สิ่งเร้าสิ่งเดียว  ให้เกิดการ
เรียนรู้  เมื่อแสดงพฤติกรรมการ
เรียนรู้  แล้วจึงให้การเสริมแรง
ดังไดอะแกรม
CS    CR

UCS



2.






3.



การทดลอง






กฎการเรียนรู้

-  UCS คือการจูงใจเพราะใช้
ก่อนเกิดพฤติกรรมการเรียนรู้

-ใช้สุนัขทดลอง  โดยดูการ
ตอบสนองจากปฏิกิริยาสะท้อน
(Reflex)  ซึ่งเป็นการทำงาน
ของระบบประสารทอัตโนมัติ
(Autonomic  nervous
system)  ซึ่งทำแบบไม่จงใจ
เป็นไปโดยอัตโนมัติ
-เน้นการนำสิ่งเร้าที่คล้ายคลึง
กันมาทำให้เกิดพฤติกรรมอย่าง
เดียวกัน  และนำสิ่งเร้าที่แตก
ต่างกันมาทำให้เกิดพฤติกรรมที่
แตกต่างกันออกไป
นั่นคือเน้นสิ่งเร้ามากกว่า
การตอบสนอง
จึงเรียกว่า S-S theory
-UCS คือการเสริมแรงเพราะ
ใช้หลังจากเกิดพฤติกรรมการเรียนรู้
- ใช้หนูหรือนกพิราบทดลอง
โดยดูการตอบสนองจาก พฤติ-
กรรมที่จงใจกระทำเอง  จากผู้
เรียนรู้  อันเป็นการทำงานของ
ระบบประสาทส่วนกลาง
(Central  nervous
system)
-เน้นการเสริมแรงที่อินทรีย์
พอใจ  เมื่อต้องการดัดแปลง
พฤติกรรมที่ต้องการ
นั่นคือเน้นการตอบสนอง
มากกว่าสิ่งเร้า
จึงเรียกว่า  S-R theory






ทฤษฎีการวางเงื่อนไขของสกินเนอร์สามารถนำไปใช้ในการจัดการศึกษาและการเรียนการสอน
     ได้ดังนี้
1. ใช้เสริมแรงให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมความกล้าแสดงออก เช่น กล่าวยกย่องชมเชย เมื่อผู้เรียนกล้าตอบคำถาม เป็นการเสริมแรงโดยใช้คำพูด จะช่วยปลูกฝังนิสัยที่ดีแก่ผู้เรียนได้ โดยการเสริมแรงต้องทำบ่อยๆเสมอๆ จนผู้เรียนติดเป็นนิสัยและมีพฤติกรรมที่ดีติดตัวตลอดไป
2. ใช้ในการแก้ปัญหาพฤติกรรมเด็กที่ขี้อายขาดความมั่นใจ ไม่ค่อยชอบเข้าสังคมโดย โดยให้ความสนใจ พูดคุยด้วย  เมื่อผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมในชั้นเรียน แต่หากผู้เรียนไม่เข้ากลุ่มหรือไม่ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนในชั้นเรียน ครูจะไม่สนใจไม่พูดคุยด้วย ครูทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ พร้อมกับสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผู้เรียนมีพฤติกรรมดีขึ้นตามที่ผู้สอนต้องการสามารถแก้ไขพฤติกรรมการขาดความมั่นใจไม่ชอบเข้าสังคมของผู้เรียนได้


Tagged: , ,

1 ความคิดเห็น: